Sunday, September 26, 2010

ตาน ฉ่วย เมื่อพยัคฆ์อยากลงจากหลังเสือ

ในวัฏแห่งอำนาจของจอมเผด็จการ ไม่ว่าจะอยู่ในซอกหลืบไหนบนโลกใบนี้ ย่อมหนีไม่พ้นการเวียนว่ายอยู่กับการแสวงหาอำนาจ เกาะกุมรักษาอำนาจ และสุดท้ายคือการก้าวลงจากอำนาจ


มีคำกล่าวกันว่า การแสวงหาอำนาจเบ็ดเสร็จนั้นนับว่ายาก แต่ยากยิ่งกว่าคือการธำรงไว้ซึ่งอำนาจเด็ดขาดที่ว่านั้น

ผมอยากเพิ่มเติมต่อไปว่า แต่ที่ยากเย็นแสนเข็ญที่สุดก็คือ ทำอย่างไรถึงจะก้าวลงจากอำนาจได้อย่างสง่างามและปลอดภัย

บทเรียนในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของโลก ไม่ว่าจะย้อนหลังไปไกลแค่ไหน หรือไล่เรียงผู้มีชื่อเสียงระบือในเชิงเผด็จการทั้งหลายออกมาดูกัน ล้วนบอกกับเราชัดเจนว่ามีน้อยรายนักที่จอมเผด็จการจะสามารถก้าวลงจากหลัง เสือได้อย่างงดงาม และเก็บเกี่ยวประโยชน์จากอำนาจที่แสวงหาและรักษามาตลอดทั้งชีวิตได้อย่าง สมบูรณ์ อำนาจยิ่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากเท่าใด ยิ่งบิดเบือน กดขี่มากเท่านั้น ในทางกลับกัน ยิ่งบิดเบือน กดขี่มากเท่าใด แรงดีดสะท้อนเมื่อมีโอกาสตอบโต้กลับยิ่งทบเป็นเท่าทวีคูณ

นี่คือเหตุผลที่ว่า เมื่อจำต้องก้าวลงจากหลังเสือ คือห้วงเวลาที่การบิดเบือนแห่งอำนาจเกิดขึ้นสูงสุด-เสมอ

ภายใต้กรอบความคิดนี้ วิถีของ "ตาน ฉ่วย" นายพลอาวุโสแห่งกองทัพพม่า ผู้นำสูงสุดที่กุมชะตากรรมของผู้คนมากกว่า 50 ล้านคน ในพม่าน่าสนใจอย่างยิ่งยวด

นี่คือ "ตาน ฉ่วย" ผู้ซึ่งไม่เพียงได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองเผด็จการที่อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุด ในโลกในเวลานี้เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่ออกคำสั่งเข่นฆ่าสังหารพระสงฆ์ในระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ เมื่อปี 2007 ที่ผ่านมาชนิดดวงตายังไม่กะพริบ

และนี่คือ คนที่ปฏิเสธความช่วยเหลือจากนานาชาติต่อผู้ประสบภัยไซโคลนนาร์กิสที่ตกอยู่ ในภาวะเป็นตายเท่ากันนับแสนนับล้าน ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อรอเวลาให้การลงประชามติภายใต้การกำกับของทางการแล้ว เสร็จตามกำหนดเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมา

ดังนั้น ตาน ฉ่วย คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในพม่าเวลานี้ก็จริง แต่เป็นคนที่ชาวพม่าเกลียดและกลัวมากที่สุดอย่างแท้จริงอีกด้วยเช่นกัน

พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (เอสพีดีซี) องค์กรปกครองสูงสุดภายใต้กรอบและแนวทางแบบทหารของพม่าผู้นี้ ลาออกจากตำแหน่งสุดท้ายในกองทัพเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

บางคนบอกว่านั่นเป็นการเริ่มต้นก้าวแรกของการเตรียมการเพื่อก้าวลงจาก อำนาจของผู้นำอำมหิตรายนี้ แต่อีกบางคนเชื่อว่านั่นคือการเตรียมการเพื่อผ่องถ่ายอำนาจจากกองทัพมาสู่ พลเรือน แต่ไม่เปลี่ยนตัวบุคคล เป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการให้อยู่ภายใต้อุ้งมือของ "ตาน ฉ่วยและพวก" อย่างต่อเนื่องต่อไป

อาจบางทีข้อสันนิษฐานทั้งสองอย่างคืออย่างเดียวกัน เพราะนี่คือการใช้อำนาจอย่างบิดเบือนสูงสุดเป็นครั้งสุดท้ายของ ตาน ฉ่วย เพียงเพื่อได้สุขสงบในบั้นปลาย

เพราะรู้ดีว่ามีหลายคนมากไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น!

ตาน ฉ่วย เกิดเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 1933 ที่ จ็อกเส เมืองเล็กในแขวง (จังหวัด) มัณฑเลย์ พื้นที่ที่ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์และสวยงามที่สุดตอนกลางด้านล่างของประเทศ พม่า ตอนที่ตาน ฉ่วย ลืมตาดูโลกนั้น พม่ายังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอาณานิคมภายใต้การปกครองของอังกฤษที่เรียก รวมกันว่า "บริติช อินเดีย"


ตานดาร์ ฉ่วย กับ พันตรี ซอ คู่สมรส

เรียนหนังสือในโรงเรียนหลวง แต่ไม่จบมัธยม จะลาออกหรือถูกไล่ออกกลางคันด้วยเหตุผลหนึ่งเหตุผลใดไม่ปรากฏ

ตาน ฉ่วย หาเลี้ยงชีพด้วยการสมัครเป็นพนักงานไปรษณีย์ ทำงานจนได้เป็นเสมียน
เมื่ออายุครบเกณฑ์ ตาน ฉ่วย หนุ่ม โดนทหาร ถูกส่งไปประจำในกองทัพอาณานิคมพม่า สังกัดหน่วยงาน "ปฏิบัติการจิตวิทยา" พื้นที่ปฏิบัติการส่วนใหญ่คือภาคตะวันออกของประเทศ นั่นทำให้กะเหรี่ยงอิสระฝังใจกับตาน ฉ่วย มากเป็นพิเศษ

กล่าวกันว่าชีวิตทหารเกณฑ์มีส่วนสำคัญยิ่งในการกำหนดชีวิตในเวลาต่อมาของ ตาน ฉ่วย ในทางหนึ่ง ความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่ทำให้ทหารเกณฑ์ผู้นี้ต้องถูกส่งตัวเข้ารับ การรักษาอาการทางจิตเป็นเวลานานหลายปีในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง

ในอีกทางหนึ่ง ตาน ฉ่วย สร้างชื่อจากการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นที่เลื่องลือในฐานะผู้ประสบความสำเร็จ สูงส่งตามคำสั่งปฏิบัติการ กวาดล้างคือกวาดล้าง ฆ่าคือฆ่า ไม่มีขาดตกบกพร่องหรือหย่อนยาน มีแต่จะเกินจนเลยเถิดในหลายต่อหลายครั้ง

ถึงตอนที่ครบกำหนดเกณฑ์ทหาร ตาน ฉ่วย ติดยศร้อยเอกพร้อมกับฉายา "ไร้น้ำใจ" อย่างเต็มภาคภูมิ

แน่นอนที่ว่า การใช้ชีวิตเยี่ยงร้อยเอกในกองทัพย่อมดีกว่าการทำหน้าที่เสมียนไปรษณีย์อยู่ อักโข ตาน ฉ่วย ไม่เพียงติดใจในรสชาติของการมีอำนาจอยู่ในมือ แต่ยังคิดไต่เต้าให้ถึงที่สุดดูอีกด้วย

ปี 1962 ร้อยเอกตาน ฉ่วย จึงเข้าร่วมในกองกำลังที่ยึดอำนาจการปกครองของประเทศภายใต้การนำของนายพล เน วิน ที่ทำให้การปกครองประชาธิปไตยหลังได้รับเอกราชจากเจ้าอาณานิคมของพม่าเกิด ขึ้นชั่วครู่แล้ววูบดับ รางวัลจากการร่วมรัฐประหารหนนั้นก็คือ ยศพันเอกเมื่อปี 1978

ปี 1983 ตาน ฉ่วย ถูกแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพภาคตะวันตกเฉียงใต้และย่างกุ้ง ปี 1985 เน วิน อวยยศนายทหารใกล้ชิดผู้นี้ขึ้นเป็นพลจัตวา แล้วให้ควบทั้งตำแหน่งรองเสนาธิการทหารร่วม กับรัฐมนตรีช่วยกลาโหมไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ปีถัดมา เน วิน เลื่อนยศเขาขึ้นเป็นพลตรี และมอบที่นั่งในคณะกรรมการกลางในพรรคสังคมนิยมพม่า ที่มีเน วิน เป็นประธานพรรคให้อีกตำแหน่งหนึ่ง

2 ปีหลังจากนั้น เมื่อ นายพลเน วิน ตัดสินใจปราบปรามเข่นฆ่านักศึกษาและประชาชนที่ก่อหวอดประท้วงทั่วประเทศ จนกลายเป็นเหตุการณ์วันที่ 8 เดือน 8 ปี 88 อันเลื่องลือ เน วิน จำเป็นต้องลงจากตำแหน่งผู้นำ มอบหมายให้นายพลคู่ใจอย่าง ซอ หม่อง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ตาน ฉ่วย ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งระดับสูงในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนั้น ด้วยความสามารถเด่นเป็นพิเศษส่วนตัวที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

คือความสามารถในการทำให้ทุกคน "เบื่อ" ได้ถึงขีดสุดจนต้องยอมจำนน


ตาน ฉ่วย ในพิธีสวนสนามของกองทัพ

การเลือกตั้งจอมปลอมที่เกิดขึ้นในปี 1990 ที่พรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนาง ออง ซาน ซูจี ได้ชัยชนะถึงเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่งทั้งหมด ทำให้กองทัพต้องยึดอำนาจอีกครั้ง

ตาน ฉ่วย "จัดการ" จน นายพล ซอ หม่อง ผู้นำประเทศในเวลานั้น "ล้มป่วยไม่สามารถบริหารงานต่อไปได้" เพราะเสียจริต เมื่อปี 1992 แล้วก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

เรื่องราวหลังจากนั้นคือประวัติศาสตร์เลือดร่วมสมัยที่ไม่เพียงพม่าทั้ง ประเทศจดจำได้แม่นยำ แต่โลกทั้งโลกยังจารึกความเป็น "เผด็จการในเผด็จการ" ของนายพลผู้นี้

แต่ทั้งๆ ที่มีชื่อเสียงในทางลบไปทั่วทั้งโลก ตาน ฉ่วย ก็ยังเป็นผู้นำเผด็จการเพียงไม่กี่คนในโลกนี้ที่ซุกตัวสงบเงียบอยู่ในโลกของ ตัวเองชนิดที่น้อยคนนักจะล่วงรู้ นี่คือผู้ปกครองสูงสุดของประเทศประเทศหนึ่งซึ่งไม่มี "ชีวประวัติอย่างเป็นทางการ" เผยแพร่ นี่คือคนที่น้อยครั้งอย่างยิ่งที่จะปรากฏตัวในที่สาธารณะ เว้นเสียแต่กำหนดการของกองทัพและพิธีการทางการอันเป็นกิจวัตรประจำปีเพียง ไม่กี่ครั้งในแต่ละปี

นี่คือผู้นำที่ถูกหวั่นกลัวไปทั่วประเทศ แต่ชาวพม่าเกือบทั้งหมดไม่เคยได้ยินเสียงพูดของตาน ฉ่วย

ข้อเท็จจริงที่กอปรกันขึ้นเป็นตัวตนของตาน ฉ่วย ที่แพร่หลายกันอยู่ในเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็น "คำบอกเล่า" อีกส่วนหนึ่งเป็น "คำให้การ" และการอนุมานจากสภาพแวดล้อม

นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ "ตาน ฉ่วย" ที่โลกรู้จัก หลากหลายบุคลิกอย่างยิ่ง

นักการทูตในย่างกุ้งบางคนบอกเล่าว่า ตาน ฉ่วย เป็นคนทันสมัย ความรู้ภาษาอังกฤษดี นิตยสารที่อ่านประจำคือ "ไทม์ส แมกกาซีน" หนึ่งในกีฬาโปรดคือ กอล์ฟ ไม่ใช่ ฟุตบอล


ในอีกทางหนึ่ง คำบอกเล่าของหลายต่อหลายคน รวมทั้งพฤติกรรมของเจ้าตัวในหลายต่อหลายครั้ง ก็บ่งบอกถึงความเชื่อถือโชคลาง เชื่อหมอดู โหราจารย์ประจำตัวตาน ฉ่วย เป็นผู้หญิงร่างเล็ก ผอมเกร็ง ที่รู้จักกันทั่วพม่าในนาม "อีที" คนที่ผู้นำเผด็จการพม่าแนะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปขอ "คำแนะนำ" เมื่อครั้งเยือนพม่าอย่างเป็นทางการตอนยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ครั้งหนึ่ง ร่ำลือกันว่า ตาน ฉ่วย ประกอบพิธีอาบเลือดโลมาอิรวดี เพียงเพราะได้รับคำแนะนำจากพ่อหมอแม่หมอว่าจะช่วยดำรงความฉกรรจ์เอาไว้ได้ ยาวนาน

การตัดสินใจในด้านการเมือง การปกครองของประเทศส่วนใหญ่ เป็นไปตาม "คำแนะนำ" ของแม่หมอ หรือ โหร หรือ "คนทรง" อย่างที่ชาวพม่าเรียกว่า "นัต" ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของ ดอว์ เจง เจง ภริยาท่านผู้นำอย่างยิ่งยวด


สิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด ก็คือคำสั่ง "ย้ายเมืองหลวง" ให้แล้วเสร็จใน "ชั่วข้ามคืน" จากกรุงย่างกุ้งไปยัง "เนปยีดอ" เมืองใหม่ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนายพลทั้งหลายบนพื้นที่ตีนเขาในปิ่นมะ นา

เมืองใหม่ที่ชื่อแปลเป็นไทยได้ว่าที่นี่คือสถานที่ของพระราชา

เนปยีดอ คือ "ราชาสถาน" ของ ตาน ฉ่วย นั่นเอง

โลกของตาน ฉ่วย เต็มไปด้วย เงิน ความขัดแย้ง หวาดระแวง การแก่งแย่ง ฉกฉวยโอกาสและอำนาจ แม้จะหรูหรา ร่ำรวย ไร้ขีดจำกัด ชนิดสามารถจัดงานแต่งงานของ ตานดาร์ ฉ่วย บุตรีคนสุดท้องและคนโปรด ด้วยพิธีการและของขวัญคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ ก็ตามที

งานสมรสของ ตานดาร์ ฉ่วย และ พันตรี ซอ โก ซอ ถูกลักลอบถ่ายเป็นวิดีโอนำออกเผยแพร่ไปทั่วโลก เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ทุกคนได้ประจักษ์ถึงวิถีที่แท้จริงของ ตาน ฉ่วย คนที่ประกาศว่าจะปราบปรามคอร์รัปชั่นให้สิ้นซาก แต่กลับใช้ชีวิตอยู่อย่างหรูหรา ในขณะที่พม่าทั้งประเทศยังข้นแค้นอย่างกว้างขวางและน่าแตกตื่นในความเห็นของ "ยูเอ็นดีพี"

เพื่อรักษาทุกอย่างเอาไว้ รวมถึงชีวิตของตนเองและครอบครัว ตาน ฉ่วย ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจสูงสุดอย่างต่อเนื่อง

เป็นตาน ฉ่วย ที่จัดการยัดเยียดอาการ "เสียสติ" ให้ ซอ หม่อง เพื่อขึ้นครองอำนาจ แล้วก็เป็น ตาน ฉ่วย ที่บงการให้จับกุมและ "กักบริเวณ" เน วิน ให้อยู่แต่ภายในบ้านพักจนเสียชีวิต เพียงเพราะหวาดระแวงว่านายพลผู้เฒ่าคิดจะหวนมาทวงบัลลังก์แห่งอำนาจกลับคืน

การปราบปรามคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ของ ตาน ฉ่วย เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นเพียงเครื่องมือบังหน้าในการจัดการกับ พลเอกขิ่น ยุนต์ นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นที่ถูกกล่าวหาว่าพยายาม "วัดรอยเท้า"


เล่าลือกันว่า มีความพยามหลายต่อหลายครั้งในการลอบสังหาร ตาน ฉ่วย รัฐประหาร ตาน ฉ่วย แต่ผู้นำเผด็จการผู้นี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งสูงสุดได้จนถึงบัดนี้

เขาอยู่รอดจากการท้าทายครั้งใหญ่ๆ ของประชาชน ที่พยายามรวมตัวกันลุกฮือขึ้นประท้วงไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง จนถึงขณะนี้ ทุกอย่างยังคงอยู่ในอำนาจ ยังอยู่ภายใต้ภาวะที่ "บริหารจัดการได้" สำหรับตาน ฉ่วย

แต่ทุกอย่างต้องมีวันสิ้นสุด ปี 2006 ตาน ฉ่วย หายหน้าหายตาไปจากพิธีการและกิจวัตรรายปีของตนเอง จนเป็นที่ร่ำลือกันถึงอาการป่วยรุนแรง เป็นที่รับรู้กันในเวลาต่อมาว่านายพลผู้นี้เข้ารับการผ่าตัดใหญ่ที่โรง พยาบาลเจเนอรัล ในสิงคโปร์ ด้วยอาการของโรคมะเร็งในลำไส้

ในโลกของตาน ฉ่วย ไม่มี "แพลน บี" โลกอย่างนี้ไม่มีอะไรสำรอง มีแต่ดุ่มเดินไปข้างหน้า จัดการกับทุกอย่าง ทุกคนที่ขวางจนกว่าจะหมดเรี่ยวแรง

คำสั่งล่าสุดที่เจ้าหน้าที่ในเนปยีดอได้รับจากผู้นำสูงสุดของพม่า คือให้ตรวจสอบเข้มงวดกับยานพาหนะที่เดินทางเข้าออกทุกคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเมียววดี

สิ่งที่ต้องมองหาเป็นอันดับแรกคือ อะไรก็ได้ที่สามารถประกอบเป็นระเบิด กับ อะไรก็ตามที่อาจซุกซ่อนอาวุธปืนร้ายแรงแบบ "สไนเปอร์" เข้าไปในเมืองหลวงได้

2010 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบทอดอำนาจ หรือการเริ่มนับถอยหลังไปสู่จุดจบ

โลกกำลังรอสรุปบทเรียนจากจอมเผด็จการ ตาน ฉ่วย ยิ่งนักแล้ว!!

လိက္ပတ္မန္ ေကုာံ အဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္ | ဌာန္ပ႐ုိင္ဗၜးၐးမန္

လိက္ပတ္မန္ ေကုာံ အဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္ | ဌာန္ပ႐ုိင္ဗၜးၐးမန္: "လိက္ပတ္မန္ ေကုာံ အဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္

ေကာန္စဵထဝ္ – လိက္ပတ္မန္ ဟြံဂြံစကာ ပႜဲ႐ုင္ဗၜးဗၜးၐးၐး ယဝ္သဒွ္ဂွ္ ပေရင္ဒုင္လ်ဳိင္ ဂြံဆက္ဂ်ဳိင္တန္တဵအာ ဍာ္ဇမၜိင္ စုႝကဝ္တန္တဵဟုီဂွ္ ၾကပ္ဒွ္ဟြံမာန္ရ၊ ဂြံစကာ ပႜဲ႐ုင္မာန္ဂွ္ တန္တဵဒဿံင္ကုႝ အဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္ မသကၠဳေသဿဟ္ေရာင္ ဟုီသဿိတ္ဂြံရ။

အဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္ဂွ္ ကုႝဒဿံင္သဂုတ္သြာတ္ သြက္ကံကုသုႝ ဘဝလိက္ပတ္မန္ရ။ လိက္ပတ္မန္ မဟဂြံဗဒဗဒဲါကုႝ အဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္ေပင္င္ဂွ္ စာ္စႜးအာ ႏူဘဝ အာစုိပ္လုီလာ္ရ။ လိက္ပတ္မန္ ဒးဂ်ဳိင္တန္တဵ ပႜဲသဿဝ္အုပ္ဓုပ္ အလုႝအသ႘ပှာန္ဗဿာဂွ္ ဒွ္ေခတ္ဘဝလိက္ပတ္မန္ မဂ်ဳိင္ဒဿံင္ ပႜဲထံင္စာတ္ရ။

ေခတ္လိက္ပတ္မန္ ေဇှာ္ေမာဝ္ေတာတက္ဂွ္ ဒွ္ေခတ္ဍဳင္မန္ ႏံြျပာကတ္ေဇှာ္ေမာဝ္တုဲ၊ ေခတ္လိက္မန္ သုန္ျဂာံဂွ္ ေဍံေစှာန္ပညဳင္ဒဿံင္ကုႝ ေခတ္ဍဳင္မန္က်ေဟာံျဗံ အာစုိပ္သဿဝ္တဲဗဿာရ။ လိက္ပတ္မန္ ဂြံဆုႝပႜဲသၜ႐ုိတ္သၜတာ ေကုာံ တဿံတိုင္သဿးဂၜဳိင္ဂွ္ မုကလိဂြံအဓိပၸဲါေရာ။ ေခတ္လိက္မန္ ဂုႝလဟုႝခိုဟ္စဂွ္ ဒွ္ေခတ္ မခ်ဴခှံ နကုႝနဲကဲ ခ်ဴ ပႜဲသၜ႐ိုတ္သၜတာ ေကုာံ တဿံတိုင္၊ ေဍံမဟြံေသင္ကုႝ ေခတ္ခ်ဴ နကုႝစေကၡာ ကမ္ပ်ဴတာ ရ။ ဟိုတ္ႏူအကာရဝြံဂွ္တုဲ လိက္ပတ္မန္ဂွ္ ဂြံစကာ ပဲႜေခတ္ဏံမာန္ ေက်ဝ္ဝ္ေဂါဝ္ဝ္ဟုီဂွ္ ၾကပ္ဒွ္ဟြံမာန္ရ။ လိက္ပတ္မန္ဂွ္ ေဍံဟြံကၜက္အာဏီ မင္ကၜက္ဒဿံင္သဿး၊ မတုပ္သဿဟ္ကုႝ မိှဟ္ဗ်ဳဗ်ဳ သုီယဲကႜင္ဒဿံင္ကုီရ။ ေဝါဟာရတိဿတိဿ မကတုႝဒွ္ကၜဳင္ ေခတ္လၾကဵဝြံတံဂွ္ ဟြံဂြံဆုႝေကတ္ ပႜဲလိက္မန္ဂွ္တုဲ သတာင္၊ သတာဲလိက္ပတ္မန္ဂွ္ အိုဟ္သ႐ုိဟ္ေၾတံၾတဟ္ေလာန္ ဒုႝကုႝလုက္စုက္ ခႜ႘လ်တ္ ထဿတ္ဒြံ ဟြံဂြံရ။ ပြဳိင္ၐါကၜံသှာံျပင္ဂွ္ ရံင္ကုႝဝင္ ၐိုန္ရဟြံလံ ဒွ္ဂြံကုီေလဝ္ လိက္ပတ္ဂွ္ လအ္ေလာန္သန္ရ။

စရာဲဍာ္ဒေကဝ္ လိက္မန္ မခ်ဴဒဿံင္ ပႜဲေခတ္လဿဳဟ္ဝြံကုႝ ေခတ္ကၜာေတံ အခိင္ဍဳင္မန္ ႏံြျပာကတ္ဂွ္ နၾကိၐတ္ကှာတ္ရံင္ေနဝ္ ေဍံမတှဟ္ျခာတဵဒဿံင္ မတုပ္သဿဟ္ကုႝ ဍာ္ကုႝေကၜင္ဂွ္ စိုန္ဂြံညာတ္ေကတ္အိုတ္ရ။ ေခတ္ကၜာေတံ ဒွ္ေခတ္လိက္မန္ ခိုဟ္စတုဲ ဘာသာမပတံဗဿာတံ ေသံတံ ဒးကူဆာဲေကတ္နင္ ႏူလိက္မန္ (ဝါ) လိက္ပတ္မန္ဂွ္ ကဆံင္သၜဳင္ ႏူလိက္ဗဿာေသံဏီဂွ္တုဲ လဿဳဟ္ဝြံ အကာဲအရာဂွ္ ေဍံပၜန္ဂတးအာ၊ ဂကူမန္ အခိင္ကၜာေတံေလဝ္ ဒက္ပတန္ကၜဳင္ဍဳင္ ပဲႜအဝယ္လေစ္ွ ဍဳင္ေသံလဿဳဟ္ကုႝ ဍဳင္ဗဿာသကုတ္သဿဝ္မာန္ကုီရ။

ေခတ္ကာလဗဿာ စံင္ပိဋကတ္မန္ အခိင္ကာလ သိဿင္မႏုဟဝ္ ပကင္ရင္ဍဳင္သဓုီဂွ္ ဟိုတ္ႏူဍဳင္မန္ ႏံြဒဿံင္ဏီဂွ္တုဲ လိက္ပတ္မန္ ဟြံေဆာံေလင္အာ ကေလင္လဟုႝပတိုန္မာန္ဏီရ။ ဆဂး ၾကဵႏူမန္က်ဍဳင္တုဲ ဗဿာတအ္ ပလုီပလာ္ လိက္ပတ္မန္ဂွ္ ဒွ္အႏၲရာဲဂၜဳိင္၊ ဟိုတ္ေဍံဂွ္ ဒဿာႏူဂေကာံျဇဟတ္ လဟုႝပတိုန္လိက္ပတ္မန္ ဟဿဲ၊ အလုႝအသ႘မန္ ဂြံဟပၜဳပ္လမ်ဳီကုႝ လိက္ပတ္မန္ ဟဿဲ၊ ပတြဳႝႏူဂွ္တုဲ အဆက္လိက္ပတ္မန္ပု႙ ပိုတ္အာကုႝေခတ္ ဟုီမာန္ရ။ ဟိုတ္ႏူပြသာ္ဂ္ွတုဲ ေကာန္ကတ္လိက္ ခမ႘သင္မန္တအ္ ဒးကူဆာဲနင္မူ ႏူလိက္ဗဿာ ဗြဲတိုက္႐ိုက္သဿး ဟြံက၊ ဂြံစိုန္သကုီ ဆိုက္ဗဒက္ ပႜဲပါဠိဂွ္ေလဝ္ ဒးအာနိႆဲကုႝ အာစာလိက္ဗဿာတအ္ပၜန္ရ။ ေခတ္လိက္မန္လၾကဵအိုတ္ ပႜဲအပႜဲကာလက်ာ္ေဇှာ္အေစြာံ မခ်ဴလဝ္တံဂွ္ ႐ွ္သာလိက္မန္ ရဵဂတဝ္သာဲ ပတုပ္ပမာ ၐိုန္မာန္ကုီ ေခတ္ဝြံ ႐ွ္သာလိက္မန္ဂွ္ ကတင္ေလာန္သန္။

ကာလလေဆာဝ္ ဗွ္လိက္မန္ရဂွ္ ဒးခ်ပ္ေကတ္ ဘာသာဗဿာကၜာတုဲေရာင္ ဂြံကၜဳိဟ္ဘာသာမန္ရ။ ဒဿာႏူဒးဒုင္ဓလုီလဝ္ နကုႝဓယံက္ လိက္ပတ္ဗဿာ ေဇှာ္ေလာန္ဂွ္တဲု လိက္မန္ဂွ္ ဒွ္အာညံင္ရဵ ေျဗဝ္တိတ္ကၜဳင္ ႏူလိက္ပတ္ ဘာသာဗဿာကုီရ။ ဥပမာ “နဝ္၊ ေဟန္” ဂွ္ ကာလအစာေကှဟ္မန္ ေခတ္တိဿတံ ခ်ဴဝတၴဳမၢး မလိက္ဗဿာ “ေနာ္” ဂွ္ ကၜာဲေကတ္ “နဝ္” ကုီ၊ မလိက္ဗဿာ “ဟင္” ဂွ္ ကၜာဲေကတ္”ေဟန္” ကုီရ။ မလိက္ဗဿာ “ေလၽွာ့မတြက္နဲ႕” ဂွ္ မန္ပု႙ ဟုီစ “လၸယွအ္ေတာ္ညိ” ဂး၊ “အေရးယူ”ဂွ္ မန္ပု႙ဟုီစ “ေကတ္အေရဝ္” ရ။ အတိုင္ညး မသၸအဓိကကုႝ လိက္ပတ္မန္တုဲ လၛတ္ဒဿံင္ စွ္သုန္သှာံျပင္ နာဲသက္ေလာန္ ဟုီဂွ္တုန္၊ မလိက္မၢး “ယွအ္” ဂွ္ လိက္မန္ပု႙ ဟဿဲကၜဳင္၊ ကၜတ္ႏူလိက္ဗဿာေရာင္။ “ ယွအ္” ဂွ္ မန္ကၜာေတံ ညးတံခ်ဴစ “ဖေအာန္၊ ဖဍဳိန္” ေရာင္။ ဥပမာ “ခမ႘မေအာန္ကုႝဓဝ္လြ႘ ဟြံသၛ႘မၜာ္ဓဝ္” ဂွ္ ယဝ္ပု႙ ဒးခ်ဴ ဗုီျပင္ေခတ္လဿဳဟ္မၢး “ခမ႘ယွအ္ဇဲဝ႘ရိယ ဟြံသၛ႘မၜာ္ဓဝ္” ရ။ အစာေကှဟ္မန္ ေခတ္လဿဳဟ္တံ သုီဟြံဗွ္လၛတ္ လိက္ပတ္မန္ ေခတ္အဆက္ဆက္ ခ်ဴဒဿံင္အိုတ္ဂွ္တုဲ ကာလခ်ဴ ခက္ခုဲကၜဳင္မၢး ခ်ပ္ဗစာ ဗုီလိက္ဗဿာ ႏြံဂွ္တုဲ ဗြဲမကိတ္ည႘ ကၜာဲ၊ ကၜတ္ ခ်ဴဏာရ။

ဥပမာတှဟ္မြဲပၜန္ဂွ္ ပႜဲကုႝအဘိဓာန္ နာဲေထာန္ဝုႝ ခ်ဴလဝ္ဂ္ွ မလိက္ေအန္ဂလိက္မၢး “take”ဂွ္ ယဝ္ရပတိတ္ရမ်ာင္မၢး၊ ရမ်ာင္မန္ ဟဿဲဂွ္တုဲ ညးေစှာန္လဝ္ ပတိတ္ရမ်ာင္ဗတ္ဗဿာ “တိတ္”ရ။ ဘာသာမြဲမြဲ ကာလလုႝ ဟြံဍဳိက္ေပင္ရုမ္ဂပ္ရ။ ပႜဲဘာသာဗဿာေလဝ္ မလိက္ေအန္ဂလိက္ “Doctor” ဂွ္ ေဍံတံဟြံဟုီ ပတိတ္ရမ်ာင္မန္ “ဒံက္”ရ။ ဗုီဂြံကုႝဂြံဂွ္ ေဍံခ်ဴဏာ “ေဒါက္တာ”ရ။ ျပဝဝြံ ဒးဒွ္ရ ပု႙ဒးဒုင္ဓလုီလဝ္ကုႝ လိက္ပတ္ဗဿာသဿးဟြံက လညာတ္စပ္ကုႝ လိက္ပတ္ေလဝ္ ဒးဒုင္ဓလုီလဝ္ ေဇှာ္ေဇှာ္ကုီရ။ ဇကုအဲ ညးမခ်ဴလိက္ဝြံရဂွ္ ၐိုန္ရကတ္ကၜဳင္လဝ္ လိက္မန္ ႏူေဍာတ္တ္ ႏူဘဝးကြးဘာ ထပု႙ ခမ႘ကုီ သၸအဓိကကုႝ လိက္မန္တုဲ ခ်ဴကၜာဲမံင္ရဂွ္ေလဝ္ ဒုႝကုႝလဿဳဟ္ ယဝ္ရဗွ္လိက္ေအန္ဂလိက္တုဲ ဟြံတီအဓိပၸဲါ မလိက္ေဝါဟာရမၢး မိက္ဂြံပံက္ရံင္လိက္ အဘိဓာန္ဗဿာ မဟြံေသင္ကုႝ လိက္အဘိဓာန္မန္ရ။

ပဝ္လျဇ႘ အလုႝအသ႘ဗဿာတၛဲဏံ ဂြံကုႝအေခါင္ လဟုႝပတိုန္ လိက္ပတ္မန္ ဒှာဲလုႝ ခ်ဴစြံလဝ္ ပဲႜသဇိုင္ေသှာဝ္ဍဳင္ညးတအ္ ဟြံမြဲ၊ ၾသန္ဘ႑ာဍဳင္ ဂြံစကာ ပႜဲပေရင္လဟုႝပတိုန္ လိက္ပတ္မန္ေလဝ္ ဟဿဲ။ ဆအယာံမာတ္ သာ္ဂွ္သဿးဟြံက၊ ေကာန္ဂကူမန္ ဗေတာန္ဒဿံင္လိက္ပတ္ ပႜဲဘာေကာန္ဂကူဇကု ၐိုဟ္ဟ္ၾသဳိဟ္ဟ္ နကုႝျဇဟတ္ဇကုကုႝဇကု မသိုင္ခှံေကတ္လဝ္ဂွ္ေလဝ္ ညးတအ္ကၜဳင္ဓရတ္ ကုႝကဿာတ္ေကၜံကုီရ။ ပေရင္ဂစာန္လြ႘ပရာ အလုႝအသ႘ဗဿာ အဆက္ဆက္ ဂြံဓရတ္လိက္မန္ နနဲျဇဳံငၛိတ္ငၛဵဂွ္ ေဍံဒွ္ဟိုတ္ ေကာန္ဂကူမန္တအ္ ဂြံေသၛာဲျခာ ႏူလိက္ပတ္မန္ေရာင္။ ဟိုတ္ႏူညးတအ္ ဂစာန္လြ႘ပရာကၜဳင္ သာ္ဝြံဂွ္တုဲ ေကာန္ဂကူမန္တအ္ ဇအိုန္ဇရကၜဳင္ ပႜဲလိက္ပတ္မန္တုဲ ဟြံမိက္စကာ လိက္ပတ္မန္ရ။

ေကာန္ဂကူမန္တအ္ ဂြံထိင္ဒက္မင္မြဲ လိက္ပတ္ဇကုညိညဂွ္ ဒးပံင္ကုႝ ပေရင္ဍဳင္ကြာန္ရ။ ပု႙ဟြံေကတ္ ဍဳင္မန္ဗၜးၐးပု႙ ေကတ္အေခါင္ဗေတာန္လိက္မန္ ဗၜးဗၜးၐးၐး ထိင္ဒက္မင္မြဲေယန္သှာင္မန္ ဗၜးဗၜးၐးၐးဓဝ္ေရာင္ဂွ္ ကႜဳိပ္သကိုပ္ ပေရင္ဍဳင္ကြာန္ကၜာေတံ အာတ္မိက္သာ္ဝြံအိုတ္ရ။ ဂလာန္ဝြံ မသက္ဂတာပ္လအ္ကၜဳင္ဏံရ ပႜဲပ႐ိုင္ဗ႘ဒ႘ေယာ ဌာန္ပ႐ိုင္ဗၜးၐးမန္ မစုတ္လဝ္ ပႜဲဝိပ္သာ္ညးတအ္ ပိသကုတ္ဂွ္ ဗဿံက္ထၞးလဝ္ နပြမနိႆဲကုႝ က်ာ္ေဇှာ္အစာမြဲဇကု မဟုီကုႝလဝ္ၾသဝါဒ ကုသဿာပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္ ႏူေဗာ္မန္တိဿတအ္ဂွ္ရ။ ညးစှးမန္ နာဲသိုက္သၜိင္ ႏူဍဳင္မတ္မလုီေလဝ္ ဟုီသဂးေသာင္ကလးလဝ္ဂွ္တုန္၊ ယဝ္စုတ္မာဲကုႝ ညးတအ္တုဲ ညးတအ္ ဂြံမာဲဇှးမာဲမၢး ကလိဂြံ အေခါင္ဗေတာန္လိက္မန္ ဗၜးဗၜးၐးၐးမာန္ေရာင္။ ဟိုတ္ဂွ္ရ ဂြံကလိဂြံ အေခါင္ဗေတာန္လိက္မန္ဂွ္ သဿာပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္တအ္ စှးဒးအာတ္ဍဳင္မန္ဂွ္ အာတ္ေထာံအေခါင္အရာ ဗေတာန္လိက္ပတ္မန္ ထိင္ဒက္မင္မြဲေယန္သှာင္မန္ဓဝ္ရ။ ဂြံဗေတာန္လိက္မန္ဂွ္ ဒွ္အရာေလာဲသြာမြဲ ဟြံေသင္၊ ပႜဲဘာေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿ ဒှာဲအဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္တဵဂွ္ေဟင္ ဗေတာန္က႐ိုက္စိုတ္ မာန္ရ။

လိက္မန္ ေဇှာ္ေမာဝ္ေတာတက္မၢး စိုတ္ဓါတ္ဆာန္ဂကူမန္ ကေလင္လုပ္ကၜဳင္ ညံင္ဍာ္ဒ႘မာန္ တီတုဲ အလုႝအသ႘ပှာန္ဗဿာ ကေရပ္ဓရတ္ကၜဳင္ ကမၜက္ကၜဳင္ လိက္မန္ နမဓရတ္ကုႝ ေသှာဝ္ဥပေဒကုီ နကုႝအဝုႝမၛး မဟြံလုပ္ကုႝေသှာဝ္ ပမာညံင္ရဵ ထံင္ပ႐ိုင္တအ္ ကၜဳင္ဘပဠ အစာဘာမန္တံရ။ ဓရတ္ဒက္ေျဂန္မံင္ေဍံလဿဳိန္ ေဍံဒးေၾကန္ေရာင္။ လိက္မန္ျဇဟတ္ဍဳိန္လ်ဂွ္ လိက္ဗဿာ ဂြံကၜဳင္ျဇဟတ္ လုပ္ထပက္ကၜဳင္ အဇာလိက္မန္ရ။ နဲကဲဝြံ တုပ္သဿဟ္ဒဿံင္ကုႝ စံင္ ပိဋကတ္မန္တုဲ ကေလင္လပၜဳပ္လမ်ဳီကုႝ ပိဋကတ္ဗဿာကုီရ။ ဟိုတ္ႏူညးတအ္ စကာအဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္ဂွ္တုဲ သုီကဿာတ္ေကၜံ ပေရင္သွ္လိက္ဘာသာမန္ ၐိုတ္စွ္သှာံစွ္ျဗဲကုီရ။ ဟိုတ္ႏူျဇဟတ္ခမ႘သင္မန္တအ္ ေဇှာ္ ေကုာံ ျဇဟတ္ေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿ ေဇှာ္တုဲ ကေလင္ကလိဂြံ အေခါင္အရာ မေကၜံအာ ၐိုတ္စွ္သှာံဂွ္ရ။

ဟိုတ္ႏူအဝုႝေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿတဵဂွ္တုဲ ပႜဲတိဍာ္ညးတအ္ စကာကၜဳင္ ဗေတာန္ကၜဳင္ လိက္မန္ လွဲလွဲလးလးမာန္ဂွ္တုဲ သဿတ္မန္ ကြးဘာ ေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿတအ္ ကလိဂြံအေခါင္အရာ ကတ္လၛတ္လိက္ပတ္မန္ က႐ိုက္စိုတ္ရ။ လိက္မန္ဂွ္ ကြးဘာတအ္ ဗွ္ခံင္ခ်ဴခံင္ဟုီခံင္ဂွ္တုဲ လိက္ဗဿာဂွ္ ဗွ္ဟြံခံင္၊ ကြးဘာေကာန္ဂကူမန္ မတိုန္ ဘာအလုႝအသ႘တအ္ဂွ္ လိက္ဗဿာ ဗွ္ခံင္ခ်ဴခံင္ဟုီခံင္ရ။ ဟိုတ္ႏူအဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္ ေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿတုဲ သဿတ္မန္ ပႜဲဗြဳိင္အဝုႝ အုပ္ဓုပ္ညးတအ္ဂွ္ ကလိဂြံအေခါင္အရာေတဿင္ ဂြံကတ္လၛတ္ လိက္ပတ္မန္ ေဍံမဒွ္အရာ တူ႐ူအာကုႝ လိက္ပတ္မန္ ဂြံဂ်ဳိင္ဍဳိပ္ဍဵ မြဲေခတ္ပၜန္ရ။ ပၜန္ဂတးမန္ဂွ္ ဒက္ပတန္ အဝုႝပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္ ဗြဲမေထက္ၾကဳိက္မာန္ဂွ္တုဲ အေခါင္အရာေတဿင္ မတြံဂး အေခါင္ဗေတာန္လိက္္ပတ္မန္ေလဝ္ ကလိဂြံဒုင္စသိုင္ နဒဒွ္သတ္ပဿဝ္ဇဝ္ပကဵကုီရ။ သဿတ္တိတ္ ႏူဘာေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿတအ္ဂွ္ တုပ္သဿဟ္ကုႝ ခမ႘သင္မန္ ေကာန္ကတ္လိက္တအ္ကုီ ဒွ္ေတှာဝ္ဒေတာဝ္ မင္မြဲလဟုႝ လိက္ပတ္မန္ အနာဂတ္ေရာင္။

ကြးဘာသဿတ္ ေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿတအ္ ေဍန္ဍဟ္သွ္ဇ်ာဲ ေဖႜာတ္ပါင္တိုက္ စပ္ကုႝဂှန္မန္၊ ဥပမာ “မြဲမြဲအလန္ မြဲ၊ ၐါမြဲအလန္ ၐါ” ဂွ္ ျပဳႝဒဿံင္ ကလိတ္ဒဿံင္ ပႜဲပါင္ေဍံတအ္ ညံင္ရဵကြးဘာဗဿာတအ္ ေဖႜာတ္ဂွ္ကုီရ။ ေကာန္ငၛာ္ ပႜဲတိဍာ္ေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿတအ္ ဂြံဆုႝေကတ္ နမတ္ ဗွ္လိက္ပ႐ိုင္သှံင္တိုင္မာန္ဂွ္တုဲ မိပ္ေသၜာင္ဂၜမ္စိုတ္ေလာန္ရ။ ယဝ္ရလိက္အုပ္ ဘာသာမန္ သြက္ေကာန္ငၛာ္တအ္ဗွ္ ပတိတ္ကုႝမာန္မၢး ေကာန္ငၛာ္မန္တအ္ဂွ္ ကဆံင္သၜဳင္တိုန္အာမာန္ဂွ္တုဲ ကာလေဇှာ္ေဂါဝ္မဂး လိက္မန္ဂွ္ ဒွ္လိက္ဘာသာအဓိက သြက္ေဍံတအ္မာန္ရ။ အခိင္ကာလဂွ္ ယဝ္မ႘ဒ႘ယ်ာမန္ ေဇှာ္ေမာဝ္ျပာကတ္ဂွ္ ေဍံတအ္ ဒွ္ပုရိသာတ္အဓိကမြဲမာန္ရ။

ဗုီေကာန္ငၛာ္မန္ ပႜဲဗြဳိင္ေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿတအ္ ဗွ္လိက္ပ႐ိုင္မန္မာန္ဂွ္ ေကာန္ငၛာ္ မေဗၲာန္လိက္ဥတုကညင္ ပႜဲကြာန္မၛးတိဍာ္ေဗာ္တအ္ ဗွ္ဟြံမာန္ရ။ ႏူေဍာတ္တ္ ဗွ္လိက္မန္ဟြံမာန္ဂွ္ ကာလေဇှာ္တိုန္ေလဝ္ ဗွ္ဟြံမာန္ ဒွ္ဂြံ၊ ႏူဂွ္ ေဍံတံခံင္အာ လပၚလိက္ဗဿာ ဒွ္ဂြံရ။
ေကာန္ငၛာ္ပဒတဵ ပႜဲကြာန္မန္ ပႜဲဇိုင္ပယ်ဳႝေသံ-ဗဿာတအ္ဂွ္ ဒးဒုင္ဓလုီလဝ္ကုႝ မ႘ဒ႘ယ်ာေသံ ေဇှာ္ေလာန္ဂွ္တုဲ ၐတ္ကှာတ္ရံင္ကႝု ေကာန္ငၛာ္မန္ အပႜဲဗြဳိင္ေဗာ္ ေကုာံ အပႜဲဍဳင္မန္တံမဂး ေဍံတအ္ေသၛာဲျခာ ႏူလိက္မန္ကုီ သုီအေရဝ္မန္ကုီဂွ္တုဲ ဂြံဗွ္လိက္ပ႐ိုင္မန္ဂွ္ ေသၛာဲေလာန္သန္။ ေကာန္ငၛာ္တအ္ဂွ္ ဟိုတ္ႏူဗြဳိင္ေဍံတအ္ ေဇှာ္ေဂါဝ္တှဟ္ျခာ ႏံြအပႜဲေကာန္ဂကူေသံတအ္ဂွ္တုဲ ကာလေဇှာ္ေဂါဝ္ စိုပ္အဝဲဂွ္ ဂြံေကၜာန္ဒတုဲဖုႝ ေကာန္ဂကူ ညံင္ရဵလုပ္ေကၜာန္ ပၜန္ဂတးမန္ ေကုာံ ပေရင္ဍဳင္ကြာန္မန္ဂွ္ေလဝ္ ဒွ္ဟြံမာန္၊ ဒှာဲဂွ္ ေဍံတအ္ လုပ္ေကၜာန္ ပႜဲဒပ္ပှာန္ေသံ ေကုာံ ေဗာ္ပေရင္ဍဳင္ကြာန္ေသံရ။ လအာဗုီဏံဂွ္ ဂြံဆုႝေကတ္ဒဿံင္ ေကာန္ဂကူမန္တအ္ လုပ္ေကၜာန္ ပႜဲဒပ္ပှာန္ဗဿာ ေကုာံ ေဗာ္ပေရင္ဍဳင္ကြာန္ဗဿာ မဒွ္သှေကာန္ဂကူပု႙ဂွ္ကုီရ။

သဿတ္မေဇှာ္ေဂါဝ္ ပႜဲဗြဳိင္ပၜန္ဂတးေဗာ္တအ္ဂွ္ ေဇှာ္ေမာဝ္ လဇုဲလဇဂွ္တုဲ အလုႝညးမဒွ္ ကႜဳိပ္သကိုပ္ေဗာ္တအ္ဂွ္ေလဝ္ ဟြံမိက္ကုႝ ေကာန္ဇာတ္ညးတအ္ ကတ္လၛတ္ တိုန္ဘာေကာန္ဂကူတအ္ဂွ္ ၐိုန္ႏြံဂၜဳိင္ကုီဂွ္ မြဲလပၚဂွ္ ဂုန္ဖုႝဍာ္ဇမၜိင္ မဒွ္လက္သန္ေကာန္ဂကူ ေဍံမဒွ္ပဿိက္ ေဇှာ္ေလာန္သန္ဂွ္ေလဝ္ ဒးေကဝ္ေကၜဝ္ ဆိင္ဆစုတ္ကုီေရာင္။ သဿတ္ေကာန္ငၛာ္ မေဇှာ္ေဂါဝ္ အပႜဲဗြဳိင္ေဗာ္တအ္ဂွ္ ေဍံသြက္ဂြံေကၜာန္အာ ဒတုဲဖုႝပၜန္ဂတးမန္ စုႝကုႝဗၜးၐးမာန္ဂွ္တုဲ မဗ႘ဇဆာန္ဂကူ သာ္ဝြံဂွ္ ပႜဲသဿတ္ မၛးဗြဳိင္ေဗာ္တအ္ ဟြံမြဲ။ သဿတ္ေဇှာ္ေဂါဝ္ တိုန္ဘာ ပႜဲေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿတအ္ဂွ္ စိုတ္ဓါတ္ဆာန္ဂကူေလဝ္ ျဇဳိဟ္နက္သန္ကုီရ။ ယဝ္ရေဍံတအ္ ေလပ္အာပညာသၜဳင္င္ပၜန္မဂး ေကၜာန္ဒတုဲုဖုႝ သြက္ေကာန္ဂကူ ေဇှာ္ေဇှာ္မာန္အိုတ္ရ။ ႏူေဍာတ္တ္ ေဍံတအ္ ေကင္ဆုႝညာတ္လဝ္ ေကာန္ပှာန္မန္၊ ေကင္မိင္လဝ္ ေကာန္ပှာန္မန္တအ္ ဟုီပေရာဗတိုက္တဝ္ေစှဟ္သှ၊ ပေရင္ဒုင္ဂိဆာန္ဂကူ၊ ဍဳဟ္ဗဿာ၊ ပေရင္ဒးဒုင္ဍဳႝဍဳိက္ကုႝဗဿာတအ္ဂွ္တုဲ သညာစိုတ္ေဍံတအ္ ဗုိန္ဒဿံင္ ပႜဲပေရင္ဒဒွ္ဂွ္တုဲ ကာလေဍံတအ္ ေဇှာ္ေဂါဝ္ဂွ္ ဟြံဒးဟုီတြံ ညံင္ဂြံဒးဆာန္ဂကူေကြံေကြံတုဲ၊ အကာရဝြံ ေဍံပတဝ္ဏာကုႝ ဂုန္ဖုႝဂကူေဇှာ္ေဇှာ္ရ။ ဟိုတ္ႏူေဇှာ္ေဂါဝ္ တိုန္လဝ္ဘာ ပႜဲဗြဳိင္ေဗာ္ဍဳင္မန္တိဿ မဟြံေသင္ကုႝ အပႜဲဗြဳိင္အလုႝအသ႘ပှာန္ဗဿာဂွ္တုဲ ပေရင္ဒုင္စသိုင္ ဂၜမ္စိုတ္ေဍံတအ္ဂွ္ တုပ္သဿဟ္ကုႝ ေဍံတအ္ ဂြံပဒတဵ ပႜဲဍဳင္မန္ဗၜးၐးကုီရ။ ေကာန္ငၛာ္တအ္ဂွ္ ဟုီအေရဝ္မန္ေလဝ္ ဟြံျပံက္အာကုႝ အေရဝ္ဗဿာ ေကုာံ ေသံရ။ ေကာန္ဂကူလဿိဟ္ေအာန္ ပႜဲဂၜးတိတံ ဂြံကလိဂြံအေခါင္ သာ္ဝြံဂွ္ ေအာန္သန္၊ ဗြဲမဂၜဳိင္ မြဲနဲဟြံေသင္ မြဲနဲ ဒးဒုင္ငၛိတ္ဓလုီလဝ္ကုႝ ဘာသာေကာန္ဂကူေဇှာ္ေဇှာ္တအ္ဂွ္အိုတ္ရ။

ေကာန္ဂကူမန္တအ္ ဗှတ္ဂလိုင္လုႝ စကာရပ္စပ္ဒဿံင္ လိက္ပတ္မန္ဂွ္ေရာဂွ္ ဇကုဇကုကေလင္သဿာန္ရံင္မာန္အိုတ္ကုီရ။ ဗ္ွဂွ္ ဗွ္လိက္ဗဿာ၊ ကလင္ဂွ္ ကလင္ရမ်ာင္ဗဿာ၊ ခ်ဴဂွ္ ခ်ဴလိက္ဗဿာ၊ ဗုႝဂွ္ ဗုႝမ႘ဒ႘ယ်ာဗဿာအိုတ္ဂွ္တုဲ အကာရဝြံ ေဍံတဝ္အာကုႝ ဟုိတ္ဂြံစကာ ဘာသာမန္ ေအာန္ရ။ ေကာန္ဂကူမန္တအ္ ဟုီသဿးရ ဗြဲမဂၜဳိင္ ဟုီအေရဝ္မန္ အိုတ္ရ။ ပႜဲအရာဟုီပၜန္ဂွ္ ဒးဆတ္စုတ္ဒဿံင္ မလိက္ဗဿာပၜန္ကုီရ။ ဟိုတ္ႏူဗွ္လဝ္လိက္ဗဿာ ကလင္လဝ္အေရဝ္ဗဿာ ဂၜဳိင္ဂွ္ရ ကာလဟုီဂွ္ေလဝ္ ဒးဆတ္စုတ္ လိက္ဗဿာ ေဝါဟာရဗဿာပၜန္ရ။ ရဲလုက္စုက္ကုႝ မ႘ဒ႘ယ်ာဗဿာဂၜဳိင္ဂွ္ ဆတ္စုတ္ ေဝါဟာရဗဿာ၊ ရဲလုက္စုက္ကုႝ မ႘ဒ႘ယ်ာေသံဂွ္ ဆတ္စုတ္ ေဝါဟာရေသံ၊ ရဲလုက္စုက္ကုႝ မ႘ဒ႘ယ်ာေအန္ဂလိက္ဂွ္ ဆတ္စုတ္ အေရဝ္ေအန္ဂလိက္ရ။

လိက္ပတ္မန္ ဒးဒုင္ဆတ္စုတ္ဒဿံင္ကုႝ လိက္ဗဿာေသံ လဿဳိန္မၢး လအ္ကၜဳင္ ငၛဳဟ္မးလိက္ပတ္မန္ဂွ္ ဍဳိန္လ်ေစွ္အာမာန္ေရာင္။ လိက္မန္ ဂြံႏြံကုႝငၛဳဟ္မး ညံင္ဟြံဂြံဒးဒုင္လံက္စုတ္အရံင္ သာ္ေတံသာ္ဏံတုဲ နကုႝအရံင္ဇကု ဂြံတဿး ေက်ဝ္ေဂါဝ္ဂွ္ ႏံြတာလ်ဳိင္ ေကာန္ဂကူမန္တအ္ရ။ လိက္ပတ္မန္ ဟဿဲကုႝဍဳင္မန္ဂွ္ ဒွ္လိက္ပတ္မန္ မတုပ္သဿဟ္ကုႝ ဘဝေကာန္ကၜင္၊ ဘဝျဗဵကဿာဲရ။ ျဇဟတ္ပၜန္ဂတးမန္ ေဇှာ္တိုန္တုဲ ႏူဂွ္မြဲကဆံင္ ဒွ္ကၜဳင္အလုႝအသ႘မန္တုဲေရာင္ ဘဝလိက္ပတ္မန္ဂွ္ ဂြံေဖ်ံစိုတ္ ဟြံေကၜံကၜက္ ညန္ဂမ္စိုတ္ေရာင္။ ။

- Sent using Google Toolbar"

Mon Culture: Dying or Reviving?

Mon Culture: Dying or Reviving?: "Sometimes in the city, people use Mon only to curse.' Some scholars have argued that the Mon language needs to be modernized to remain relevant. Paphatsaun Thianpanya, a researcher from Bangkok’s Assumption Commercial College, says that orthographic problems have emerged in the Mon language over the past two centuries, causing the development of the language to cease. But harsh restrictions and censorship make modernization difficult. Nai Ork Pung, a well-respected Mon cultural specialist living in Sangkhlaburi, points out that the Mon people need resources to develop their language. 'Most importantly, there should be a high-level board of scholars to do this job,' Nai Ork Pung says. 'We don’t even have a Mon-Mon dictionary yet.' But Nai Ork Pung doesn’t agree with Nai Pan Hla’s prediction that the language is doomed. 'The worst time in Mon history was under Alaungpaya and our language survived despite that,' he argues. Nai Sunthorn of the Mon Unity League, a group that promotes Mon solidarity, says Mon culture is undergoing a renaissance in Burma. But Nai Pan Hla’s prediction holds true for Mon language in Thailand, he says. 'Few Thai Mon can now read and write, although there are a huge number of old Mon scripts remaining in Thai Mon monastaries.' The Thai Mon’s cultural identity and language are unable to withstand the forces of modernization and subtle assimilation. Foreign experts like Guillon and South avoid making any clear forecast on the future of Mon language in Thailand. But they agree with Nai Sunthorn’s assessment that Mon culture in Burma is underoing a revival. Guillon points to the popularity of Mon karaoke singers in Burma and Thailand as evidence of the growing interest in Mon culture. Popular Mon singer Hong Chan had a hit recently with his song 'Chan Mon Chan Nai.' Sung entirely in Mon, it is laden with nationalist sentiments. More and more patriotic Mons are now speaking out against the internal factionalism and disunity that makes efforts to preserve Mon culture difficult. Many Mon nationalists encourage their people to stop blaming others for the dissolution of Mon identity and instead play an active role in promoting it. Nai Ork Pung says that while many blame the junta, Mon people need to take some responsibility too. Nai Tin Mon, once a leading member of the NMSP, believes that Mon people need to do more to ensure that their language survives. As he observed at a meeting of Mon cultural leaders in Moulmein last December, there is still reluctance to speak Mon on official occasions. 'Everyone at the meeting was Mon, and can all speak Mon, but they all spoke Burmese,' he says. 'I do respect them, as some of the men were my teachers, but I don’t know why they weren’t communicating in their native tongue.' Provocations like U Palita’s poem and his stand in court are rare now. With so many out to destroy it, Mon language needs more defenders. But U Palita believes that Mon identity is ultimately at the mercy of the political climate. 'Unless the political system changes, the future of Mon identity will remain bleak,' the abbot says.

- Sent using Google Toolbar"

Mon Culture: Dying or Reviving?

Mon Culture: Dying or Reviving?: "These days, teaching in Mon occurs only in monasteries across lower Burma and a few hundred Mon National Schools in areas under the control of the New Mon State Party (NMSP). 'The language policy applied by successive military regimes has been to Burmanize at the expense of the language and culture of indigenous nationalities,' explains Dr Thein Lwin, a Burmese education scholar. He says that the Mon are but one of many ethnic groups fighting for language rights along with political autonomy. In June 1995, the NMSP signed a ceasefire agreement with the Burmese military junta. Under the agreement, the party was permitted to operate Mon-language 'National Schools.' But many critics say the ceasefire failed to guarantee the cultural rights Mon people had expected. 'I’m afraid that the Mon people went chasing after rainbows,' says Guillon, when asked about the language concessions Mon people demanded. U Palita agrees that the ceasefire was unjust. 'There are no advantages for us,' he said. A crackdown in November 1998 illustrates the ongoing repression of Mon rights. According to reports, military authorities banned Mon classes in 18 schools in Kawareik Township, Karen State. Around 50 teachers were fired, affecting more than 3,000 students. Burmese pro-democracy leader Aung San Suu Kyi spoke about the restrictions on language rights for the Mon in an address to the UN Commission on Human Rights in April 2000. 'Since this military regime came to power, the teaching of Mon language in schools has been prohibited. Now if that is not an infringement of the cultural rights of an ethnic people, what is?' Suu Kyi said. 'Language is important,' she added. Thein Lwin, who conducted field research into Mon language rights, says that the future of the Mon language doesn’t look good. 'It will be difficult for Mon language and literature to survive without official recognition by the government,' he said. A prominent Mon historian, Dr Nai Pan Hla, agrees. 'I think Mon will be a dead language within 40 years,' he says. Now in his 70s and living in Rangoon, Nai Pan Hla remains one of the best informed sources on Mon identity. But Ashley South reads the situation differently. A specialist on ethnic politics and author of Mon Nationalism and Civil War in Burma, South acknowledges serious constraints and setbacks, but insists that there has been some real success in Mon education initiatives since the ceasefire. 'Most of what is published and said about language and education rights in Mon areas focuses on the ‘bad news’ only,' South says. According to South, the NMSP ran 187 Mon National Schools and 186 mixed schools in buildings shared with state-run schools during the 2002-03 school year. The Mon National Schools taught more than 50,000 students, with around 70 percent of the students coming from government-controlled areas that had no access to Mon language education before the ceasefire. Summer vacation courses also started after the ceasefire. With support from local and international donors, more than 55,000 school students have attended courses in Mon language, culture and history in townships across lower Burma this year. Seventy percent of the students were girls. 'Regarding Mon education since the ceasefire, I’d say that it’s a case of three steps forward, and one step back,' South explains. Not everyone is so upbeat. Descriptions from local Mon people highlight the scale of the regime’s institutionalized assimilation. Sources say that when the military forces Mon youth to join the junta’s civilian wing, the Union Solidarity and Development Association (USDA), they must list their ethnicity as Burman. 'If you give up your identity, you will be rewarded with a Burmese outfit,' says a villager from Ye Township in Mon State. At schools and in Burman villages, children with Mon names are open to ridicule, pressuring Mon parents to give their children Burmese names. Continuous migration and dislocation threaten the survival of the Mon language. 'Seventy percent of Mon people under the age of 40 do not live in Mon villages,' say U Than, an ethnic Mon reporter for the BBC Burmese Service who is based in Sangkhlaburi, western Thailand. 'Young Mons have to migrate to escape harsh economic and human rights conditions in their homeland.' With Mon people on the move, their language proves less useful. Many young Mon, particularly those living abroad, realize that being able to speak and write well in Burmese, Thai or English is more advantageous once they leave home. But even in Mon areas inside Burma the language is losing ground. Nai Kasauh Mon estimates that only 20 percent of the Mon vocabulary is used in conversation by people in Mon State. Words and phrases borrowed from Burmese and Thai are increasingly common. 'In villages, Mon people will refer to ‘the economic situation’ using Burmese words, because they don’t understand the Mon expression,' U Than explains.

- Sent using Google Toolbar"

Mon Culture: Dying or Reviving?

Mon Culture: Dying or Reviving?: "One of Southeast Asia’s oldest cultures is under threat of extinction. Defenders of Mon identity and language are working to ensure its survival. During his defense hearing at a court in the Mon State capital of Moulmein, Mon Buddhist abbot U Palita refused to speak in Burmese, even though he knew it well enough. 'This is Mon-land,' he argued, 'where I should be able to speak Mon in official matters.' The authorities eventually acquiesced and arranged for an interpreter to translate his words into Burmese. That was 1975, a year after Burma’s socialist government granted statehood to the Mon in Burma’s southeast. Yet despite this concession, the Mon were without any real autonomy. Rangoon continued to control many of the state’s affairs and insisted that the Mon speak Burmese in all official matters. The following year, U Palita wrote a poem for the magazine Gatab Ket (Modernization). His poem warned the Mon that their state was not genuine and advised them 'not to taste the tasteless Mon State.' The poem landed him in jail. In 1976 he was sentenced to seven years, but he served only three. And his incarceration did nothing to erode his fierce nationalism. Now aged 79, U Palita has written more than 30 books in Mon and heads the monastery at Kamawet village in Mudon Township, Mon State. The abbot chairs a summer school program in Mon literacy, and through his work he has inspired hundreds of young Mon to continue writing in their native tongue. 'U Palita is the greatest Mon patriot of our time,' says Nai Kasauh Mon, editor of the Thai-based Independent Mon News Agency. The editor describes the abbot as the Mon equivalent of Thakin Kodaw Hmaing, the Burman nationalist and cultural leader from the independence movement. Assimilation, dislocation and suppression have put a strain on Mon identity, and the people rely on Buddhist monks to preserve what they can of it. 'Several well-known (and not-so-well-known) Mon Buddhist monks play an important role in fostering Mon identity, giving life to our people,' says Nai Kasauh Mon. The largest group of ethnic Mon live in Burma’s Mon State, but large Mon communities also reside in western Thailand, Karen State and in various Burmese villages. And their increasing fragmentation has led experts to say that their language is dying and their culture is in serious decline. It was not always thus. 'Mon-land' once covered the wide green plain of what is now central and western Thailand and southern Burma. Perhaps the most important legacy of Mon civilization is Theravada Buddhism, which became the dominant religion in Burma, Thailand, Laos and Cambodia. Regional languages were also influenced by Mon. Said to be the oldest literary vernacular among Burmese languages, Mon is of the Mon-Khmer linguistic group. The Mon script, which can be traced back as far as the fifth century AD, influenced the development of character sets now in use in Cambodia, Thailand, Laos and Burma. While the Burmese language is considered a derivative of Tibeto-Burman, its script borrows heavily from Mon as well. Mon abbots mentored the Burmese kings after King Anawrahta sacked the Mon capital of Thaton in the 11th century and carried its king, monks and cultural treasures to Pagan. Until the following century, Burma’s royal edicts were inscribed in Mon. Mon kings ruled from Pegu until they capitulated to Burmese King Alaungpaya in 1757. Burmese invaders decimated the Mon and founded 'The End of Strife', or Yangon (Rangoon), on the site of the small Mon town called Dagon. The city later became the Burmese capital. Under colonial rulers after the 19th century, Mon identity was further repressed. British administrators made Burmese the language of government and encouraged a mass migration of Burman, Indian and Chinese workers into Lower Burma. These moves had a particularly devastating effect on Mon identity, writes Burma expert Martin Smith. Vast areas of Mon-land were also cleared for rice cultivation, Smith adds. Within two generations Mon civilization in Lower Burma was virtually erased. In 1891, the census found that 'the process of [Mon linguistic] decay ... has ... advanced too far to be checked by any transient revival of national feeling.' After independence in 1948, the Mons were one of many ethnic minorities to join the armed insurgency against Rangoon. Under a 1958 ceasefire, the democratically elected U Nu government agreed to work towards the creation of a Mon State. According to Dr Emmanuel Guillon, a scholar on Mon history, Mon culture flourished again under U Nu, as people were allowed to publish periodicals and celebrate traditional ceremonies. U Nu’s government continued to allow schools with Mon-language instruction, but when Gen Ne Win’s military government seized power in 1962, teachers of Mon literature were forced to resign.

- Sent using Google Toolbar"

Saturday, September 25, 2010

အႀကဳီတႜညးရာဇာဓိရာဇ္ Mon king RA JA THI RAT

THE SECOND BURMESE EMPIRE

(By Nithinand Yorsaengrat)  Published on Nov 19, 2003
After the Mongol invasions of Burma and the subsequent collapse of Pagan, the kingdom split into a number of smaller states, among these the principalities of the “Three Shan Brothers” in the Kyaukse area, which were established circa 1310.In 1364, a half-Burman, half-Shan dynasty was founded at Ava, on the left bank of the Irrawaddy River (to the south of what is now Mandalay )In the south, the Mon were under Wareru (later known in Thai as Makatho, or King Fa Rua, a son-in-law of King Ramkhamhaeng of Sukhothai), a Mon hero of Tai Yai blood who declared himself king in 1284 and established Martaban as the Mon capital. In 1365, the capital was moved Pegu by Binnya U, his great-grand-nephew and the leader of the Hongsawady or Hanthawaddy dynasty.
Lower Burma was ruled by the Hongsawady dynasty until around 1492, when it came under the influence of Toungoo.
The most important rulers of the Hongsawady dynasty before it merged with Toungoo include King Razadarit (a son of Binnya U, known in Thai as Rajadhiraj, 1385-1425), Queen Shin Saw Bu (1453-1472), a daughter of King Razadarit, and King Dammazedi (1472-1492), Shin Saw Bu’s successor and son-in-law.
Their neighbours, among them Ava, Chiang Mai, Kampaengphet and Ayutthaya , praised King Razadarit as the great warrior who managed to save the Mon kingdom from raids.
Queen Shin Saw Bu built relations with Ava by marrying one of its kings. According to Burmese legend, the queen was interested in Buddhism. She studied Tripitaka (Three Baskets of Buddhist Discipline) from two novices in Ava: Dhammaceti and Dhammapala. On completion of her studies she fled Ava and became the great queen of Hongsawady.Shin Saw Bu was loved and respected by her Mon subjects. She supported Buddhist construction including the famous Shwedagon (literally the golden pagoda of Dagon or Yangon [ Rangoon ]. Known as Takoeng in ancient Thai, Shwedagon was reconstructed during her reign. The sacred pagoda is believed to enshrine hair relics of the Lord Buddha and dates back more than 2,500 years. It is the prototype or the Shwezigon pagoda in Pagan. During the reign of King Binnayakyan (1450-1453), the pagoda was raised in height by 92 metres. Queen Shin Saw Bu also ordered additions to the precincts of the pagoda, and it is remained very much the same as it looks today.Dammazedi was a monk chosen for succession by Shin Saw Bu, and accordingly made to leave his cloisters and marry her daughter. He is considered one of the greatest Mon kings. During his reign, which coincides with that of King Tiloklacha of Lanna and King Boromtrailokanat of Ayutthaya , Hongsawady was the centre of Tharavada Buddhism derived from Lanka ( Ceylon ). Buddhist literature written in Mon, Pali, Sanskrit and Burman flourished in this era. A collection of the monk’s rulings, the Dammazedi Pyatton, still exists.
Unfortunately, after the death of Dammazedi in 1492, conflicts developed between the new king of Hongsawady, Binnya Ran, Dammazedi’s son and Minkyinyo, the then King of Toungoo, and a succession of wars ensued. Finally, Minkyinyao’s son King Tabinshweti (1531-1551) successfully extended his powers to Martaban, Hongsawady, the Tenasserim area, Tavoy and also the mid-Irrawaddy basin.
A few years later, Bayinnaung (1551-1581), Tabinshweti’s successor and brother-in-law established Hongsawady as the capital of the second Burmese Empire after Pagan. He unified the country and conquered the Shan States and Siam , thus making Burma the most powerful kingdom in mainland Southeast Asia .In his reign the Mon, Burmans, Shan and other ethnic tribes became subjects of the single Toungoo-Hongsawady kingdom. Bayinnuang, better known as Bayinnaung Kyawhtin Nawrahtha and also Hanthawaddy Shinbhyushin, which literally translates as Lord of the White Elephant, was not only considered the great king of Burma but also a legendary ruler in Southeast Asia’s popular history. He is mentioned in Thai literature.It is said that he was born in a small village in Pagan to a family of palm cultivators. His former name Cha Thet, which literally means a man with creeping termites, was bestowed on him as hundreds of termites covered his skin since his birth but never harmed him. Bayinnaung was a patron of Buddhism: He built pagodas, gave generous donations to monasteries, and maintained extensive diplomatic relations with the Buddhist kingdom of Ceylon .
In the late 16th century, Honsawady was in chaos. Bayinnuang’s sons fought against each other. The Mon and Arakanese joined revolutions with Prome, Chiang Mai (which had been under Burmese suzerainty since 1551) and also Toungoo. There was no single victor. Hongsawady slowly closed its curtains.(Correction: we apologise for the mistake that appeared in yesterday’s newspaper. The town where the Pyu first settled before moving to Srikshetra should be Tagaung, not Dagon. Dagon is in the south and is now called Yangon or Rangoon and is the present capital of Burma .)A series of articles on “The Wonders of Three Cultures” will be published in The Nation every weekday until November 28. The series is a part of “The Wonders of 3 Cultures” festival being held in Chiang Mai from November 28-30, which is sponsored by Thai Airways International and a number of other organisations and companies including the Nation Group. Highlights include seminars and a spectacular celebration of art, crafts and culture. For more information please visit